หยุดเถิด…(คนไทย)…ทนไม่ไหวแล้ว



ท่ามกลางลมหนาวในปลายเดือนพฤศจิกายน

เสียงกรีดร้องโหยหวนกว่าพ.ศ.ใดๆ

เสียงนั้นไม่ใช่เสียงลมเช่นที่เคยมา

เป็นเสียงทุกข์หม่นไหม้ของเหยื่ออำนาจ

ถ้าหากเราจะเป็นเช่นลิงสามตัวในปริศนาธรรมนั้นได้ก็คงดี

ลิงที่ไม่รับรู้ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นเสียง หรือถ้อยใดๆ

แต่เพราะเป็นคนไทยถูกกระหน่ำด้วยข่าวสารที่ถาโถมอยู่ทุกเช้าค่ำ

มันสุดเหลือทานทน

อยากจะกรีดร้อง

ร้องแล้ว ร้องเล่า

ร้องจนเหมือนร้องแรกแหกกระเฌอก็ว่าไป

ร้องออกมาให้เหมือนภาพThe Sreamของเอดวาร์ด มุงก์
ศิลปินนอร์เวย์ผู้มีชีวิตหม่นวัยเยาว์ ที่เวียนอยู่ในวังวนของความตายในครอบครัว

งานของศิลปินลัทธิสำแดงอารมณ์ผู้นี้ ถ่ายทอดอารมณ์ความกริ่งกลัวของคนที่คืบคลานมาเกาะกุมใจ

จนขวัญผวากรีดเสียงสะท้านไปทุกมุมภาพ

ขยายความกลัวนั้นขจรขยายยิ่งขึ้นไปอีก

อยากร้องจนความคับข้องใจทั้งมวลได้ระบายไปกับอากาศหนาว

แต่คงไร้ประโยชน์

ทุกวันนี้คนจะหยุดฟังกันก็แสนยากนัก

แต่ละคนเชื่อในตัวเอง เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่…ถือถูกผิดตามแต่โลกทัศน์ตน

เพราะเดี๋ยวนี้คนเราไม่ยินยอมจำนนต่อกรอบอีกต่อไป

ทุกคนถูกปลูกฝังให้”คิดนอกกรอบ”

จริงหรือว่าการ”คิดนอกรอบ”นั้นดี?

ชีวิตถ้าไม่มีอะไรอ้างอิง ไม่มีแนว ไม่มีเขต

ชีวิตจะเป็นเช่นไรหนอ

คงวุ่นวายสับสนเหลือคณา

มีกรอบมีมีระเบียบบ้างคงไม่เสียหาย

ความคิดนอกกรอบใช่ว่าไม่ดี ถ้าคิดสร้างสรรค์ก็น่าจะดี

ยามเข้าตาจนอับหนทาง

ทุกอย่านั้นมันมืดมนไร้หนทาง

สติปัญญาตื้อตันทึบเกินกว่าจะคิดอ่าน

ถ้าได้หยุดแล้วถอยสักนิด อาจหวนคิดได้ถึงทางหลุดพ้นปรักที่จม

เพียงแต่ว่าเมื่อรู้ว่าไปต่อไม่ได้ 

หยุดก่อนได้ไหม?


About this entry