เจ็ด


เมื่อให้นึกถึงเลขตัวหนึ่ง

แน่นอน เลขที่ผูกพันธ์กับข้าพเจ้าคงไม่พ้นเลข”เจ็ด”

เพราะข้าพเกิดวัน”เจ็ด” คือ วันเสาร์  ตามคติของไทยที่นับวันหนึ่งคือวันอาทิตย์ วันสอง วันจันทร์ วันสามวันอังคาร… เรื่อยไป…จนถึง
วันสุดท้ายของสัปดาห์

การนับเลขแบบไทยนั้นยังมีบทบาทสำคัญในตำราเลขศาสตรืที่เกี่ยวกับการทำนายโชคชะตาของไทยอีกด้วย

ทางวิทยาศาสตร์ ทุกคนคงเคยเรียนกันมาว่า มีสี”เจ็ด”สีที่ประกอบกันเป็นสายรุ้ง

คติความเชื่อเรื่องเลข”เจ็ด”นั้นมีมากมาย

ที่เห็นได้ชัดคือในความเชื่อของชาวคริสต์

มีตัวเลขหลายตัวที่แทรกอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล

เลข”เจ็ด”เป็นเลขตัวหนึ่งนั้นด้วย

จำนวนแห่งความสมบูรณ์

วันที่”เจ็ด”เป็นวันที่พระเจ้ารังสรรค์สร้างโลกเสร็จ แล้วจึงหยุดพักผ่อน  “เจ็ด”จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพักผ่อน

ดังนั้น ธรรมเนียมที่ชาวคริสต์จะหยุดงานในวันที่”เจ็ด”ของสัปดาห์คือ วันอาทิตย์นั่นเอง

ยิ่งกว่านั้นในไบเบิลก็มีการกล่าวถึงจำนวน”เจ็ด”หลายร้อยครั้ง

ที่สนใจคือปฐมบาป”เจ็ด”ประการ อันได้แก่ ตัณหาราคะ ความละโมบโลภ ความตะกละตะกลาม  ความเกียจคร้าน ความเกรี้ยวกราดอาฆาตมาดร้าย ความอิจฉาริษยา และความหยิ่งทะนงยะโส

พิจารณาดูก็เป็นข้อห้ามพื้นทั่วไปในทุกศาสนาให้สาวกพึงสังวรณ์กันอยู่แล้ว

เหล่านี้ล้วนมีอยู่ในคนเราไม่มาก็น้อยแตกต่างกันไป

ในธรรมเนียมจีนบางเหล่าก็ว่าวันที่”เจ็ด”เดือน”เจ็ด”เป็นวันเกิดของพ่อซื้อ(เพราะเป็นผู้ชาย) ให้มาปกปักรักษาบุตรหลานตน ต่างจากจีน
บางเหล่าโดยเฉพาะในราชสำนัก วันดังกล่าวเป็นวันไหว้เทวีแห่งการทอผ้า

เทวีนี้เป็นน้องนุชสุดท้องใน”เจ็ด”ธิดาของเง็กเซียนฮ่องเต้  นางเล็งเห็นด้วยญานถึงความกตัญญูของเด็กเลี้ยงวัวที่มีต่อบิดา เกิดมีใจปฏิพัทธ์รักกันใคร่ มิได้รังเกียจเดียดฉันท์ในความแตกต่างระหว่างชนชั้น จึงจำแลงกายมาเป็นหญิงทอผ้า ได้เสียอยู่กินฉันสามีภรรยากับเด็กเลี้ยงวัวนั้น

ความล่วงรู้ถึงเง็กเซียนฮ่องเต้พระบิดา จึงพิโรธที่บุตรีทำผิดธรรมเนียมสวรรค์ ได้บัญชาเทวามาพรากตัวนางกลับคืนสวรรค์เพื่อลงทัณฑ์

ท้ายสุดโทษทั้งสองมีการบรรเทาโดยให้พบได้ปีละหนึ่งครั้ง

คล้ายๆ กับเรื่องญี่ปุ่นที่เรามักพบในการ์ตูนตาหวานเมื่อพรรณนาถึงความรักของหนุ่มสาว

จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ก็ตามในศตวรรษที่๑๙ต่อ๒๐(ศตวรรษที่ผ่านมาได้ ๘ปีมานี้)

การติดต่อค้าขายของโลกตะวันตกกับตะวันออกมีมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เพิ่งเปิดประเทศอีกครั้งในสมัยนั้น

ได้นำเอารูปแบบศิลปะของตนเผยแผ่พ่วงไปกับการค้าขายกับตะวันตกด้วย

ศิลปะตะวันออก คือ ศิลปะญี่ปุ่น เป็นเหตุบันดาลใจแกศิลปินสมัยนั้นหลายต่อนายคนเป็นต้นว่า วินเซนต์ ฟานก็อก

กุสตาฟท์ คลิมท์เอง ได้รับอิทธิพลนี้ไม่น้อย ดังจะเห็นจากจิตรกรรมของเขาหลายภาพ

ในปี ค.ศ. ๑๙๑๓ คลิมท์ได้เเขียนภาพสาวพรหมจรรย์ “เจ็ด”นางนอนเปลือยกายเกาะก่ายกัน

ท่วงท่าดูราวกับกลุ่มนางฟ้าระบำเริงร่าราวฝันสีสันเจิดจ้าแบบตะวันออก

ชวนให้จิตประหวัดถึง”เจ็ด”นางฟ้าในตำนานตะวันออกที่เสพสุขบนวิมานสวรรค์

พ้องกันโดยบังเอิญหรือไม่เป็นเรื่องที่ผู้รุ้ติดตามต่อ

แต่ที่แน่ ๆ  เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมีจำนวน “เจ็ด”


About this entry